สวัสดี บุคคลทั่วไป

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1
อื่นๆ / โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?
« เมื่อ: 24 2019-05-24 2019 19:%i:1558700641 »


หากคุณ ๆรู้สึกระคายเคืองที่เหงือก เหงือกมีสีแดงและบวม นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเหงือกที่พบได้บ่อยที่สุด แม้อาการของเหงือกอักเสบจะไม่รุนแรงนัก แต่เราก็ไม่ควรละเลย เพราะว่าเมื่อนานไปอาจยิ่งมีอาการรุนแรงขึ้น จนทำให้สูญเสียฟันได้

โรคเหงือกอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากละเลยการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอาจกลายเป็นโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงของเหงือก ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้ฟันโยกและหลุดไปในที่สุด

อาการของโรคเหงือกอักเสบ
ปกติแล้ว เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อนๆ มีความแข็งแรง และขอบเงือกเรียบติดกับฟัน แต่หากท่านสังเกตถึงอาการผิดปกติของเหงือกและฟันดังต่อไปนี้ ก็เป็นไปได้ว่าท่านกำลังมีอาการเหงือกอักเสบ

- เหงือกบวม
- เหงือกมีสีแดงออกดำคล้ำ
- เมื่อสัมผัสเหงือกแล้วรู้สึกเจ็บ
- เหงือกร่น
- มีเลือกออกตามไรฟันบ่อยๆ หลังจากแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
- มีกลิ่นปาก
- ฟันโยก
- มีอาการเสียวฟัน

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ
เหงือกอักเสบมักเกิดจากการขาดสุขอนามัยในการดูแลช่องปากและฟัน ทำให้คราบสกปรกและแบคทีเรียก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคราบหินปูนตามซอกเหงือก ซึ่งหินปูนเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียจำนวนมาก และเมื่อนานไปก็สร้างความระคายเคืองให้เนื้อเยื่อเหงือกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด นำมาซึ่งอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันหลังจากแปรงหรือใช้ไหมขัดฟัน

ยิ่งไปกว่านี้ ปัจจัยบางอย่างก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบได้มากขึ้น ได้แก่
- การแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง หรือแปรงไม่บ่อยเท่าที่ควร
- การมีฟันคุด การจัดฟัน หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ ในช่องปาก อาจเอื้อให้เกิดคราบแบคทีเรียสะสมมากขึ้น
- การมีฟันเกหรือฟันซ้อน
- การใช้ยาบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) หรือทำให้เหงือกบวมโตขึ้น
- การสูบบุหรี่
- โรคเบาหวานการขาดสารอาหารบางชนิด อย่างเช่น วิตามินซี เป็นต้น
- การตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิด
- ภาวะที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ และการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อรา
- ปัจจัยทางพันธุกรรม

- การวินิจฉัยโรคเหงือกอักเสบ
หากสังเกตถึงอาการผิดปกติในช่องปากและฟันดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ท่านควรไปพบหมอเพื่อรับการตรวจรักษา โดยเบื้องต้นหมอฟันจะสอบถามถึงอาการและประวัติการรักษาโรคต่างๆ ของผู้ป่วย รวมถึงโรคภายในช่องปาก จากนั้นจะตรวจดูฟัน เหงือก ลิ้น และภายในช่องปากเพื่อดูคราบหินปูนหรือหาลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ และตรวจเหงือก ซึ่งจะทำโดยการใช้เครื่องมือวัดความลึกของร่องเหงือก รอบๆ ตัวฟัน ปกติจะมีค่าอยู่ที่ 1 - 3 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่า 3 มิลลิเมตร เเสดงว่าเริ่มมีโรคเหงือกอักเสบ นอกจากนี้อาจมีการX-Rayเพื่อดูกระดูกบริเวณรอบตัวฟันว่าปกติดีหรือไม่ รวมทั้งตรวจหาสาเหตุของอาการเหงือกอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจต้องส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเหงือก

การรักษาโรคเหงือกอักเสบ
การรักษาที่ทันท่วงทีสามารถช่วยให้เหงือกของท่านกลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิม รวมทั้งช่วยป้องกันโรคปริทันต์และการสูญเสียฟัน ทันตแพทย์จะให้การรักษาโดยเริ่มจากการทำความสะอาดคราบสกปรกและหินปูนที่สะสมอยู่ออกไป และอาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อด้วย รวมถึงเสนอแนะให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นประจำ
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเหงือกอักเสบเนื่องจากการใส่สะพานฟัน ฟันปลอม หรือการจัดฟัน ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือทำความสะอาดได้ยาก แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขที่ปัญหาเหล่านี้ ทั้งนี้ หลังจากรับการรักษาเรียบร้อยแล้ว คุณควรไปพบทันตแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยควบคุมปัญหาโรคเหงือกได้อย่างถูกต้อง
ติดตามเนื้อหาของ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหงือกอักเสบ และการป้องกันโรคเหงือกอักเสบต่อได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/what-is-gingivitis

2


สาวๆ เคยไหม... รู้สึกคันตรงจุดซ่อนเร้นจนแทบจะทนไม่ไหว โดยเฉพาะบริเวณปากช่องคลอด แถมบางช่วงยังตามมาด้วยตกขาวกลิ่นแปลกๆ อีก ทำให้ผู้หญิงอย่างเราหมดความมั่นอกมั่นใจ หากมีอาการเช่นนี้ให้สงสัยไว้เลยว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอด

ความจริงแล้วอาการคันบริเวณช่องคลอดอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวได้เช่นกัน แต่พบไม่บ่อยเท่าการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์(Candida albican) ซึ่งโรคเชื้อราในช่องคลอดพบได้ในผู้หญิงทุกเพศทุกวัย ซึ่งแม้จะไม่ใช่โรคที่มีอันตรายรุนแรงก็ตาม แต่ก็ทำให้ผู้ที่เป็นนั้นรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว และยังรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันของสาวๆ ได้ไม่น้อย

โรคเชื้อราในช่องคลอดสังเกตอาการได้ดังนี้
- คันบริเวณปากช่องคลอดอย่างมาก
- ในบางครั้งอาจมีผื่นบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศ และมีอาการแสบร้อนระคายเคืองร่วมด้วย
- มีอาการแสบเวลาปัสสาวะหรือในขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีตกขาวสีขาวขุ่น จับตัวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียก มีกลิ่นเปรี้ยวเหมือนนมบูด

สาเหตุของเชื้อราในช่องคลอด

โดยปกติบริเวณช่องคลอดจะมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราประจำถิ่นอาศัยอยู่ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะไม่ก่อโรค แต่หากมีสภาวะกรดเบสในช่องคลอดไม่สมดุลจนทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและมีอาการดังข้างต้นขึ้นได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เชื้อราในช่องคลอดที่ก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ ได้แก่

- บริเวณอวัยวะเพศไม่สะอาดและอับชื้น เนื่องจากdkiดูแลไม่ดีพอ อย่างเช่น หลังอาบน้ำแล้วไม่เช็ดให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า สวมกางเกงในที่อับชื้น ระบายอากาศไม่ดี หรือใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมนานๆ โดยไม่ยอมเปลี่ยน
- สวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำสบู่อย่างรุนแรง ทำให้ช่องคลอดเสียสมดุล และเชื้อประจำถิ่นถูกกำจัดไป เชื้อโรคอื่นๆ ฉวยโอกาสมารุกรานได้ง่าย
- ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้แบคทีเรียบริเวณช่องคลอดถูกทำลาย เชื้อราก่อโรคอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง อย่างเช่น อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคที่ส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอวัยวะเพศของฝ่ายชายไม่สะอาด

การรักษาเชื้อราในช่องคลอด
หากมีอาการรุนแรง แล้วไปพบคุณหมอ หมอมักรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยการใช้ยา โดยจะเป็นกลุ่มยาต้านเชื้อราที่มีทั้งรูปแบบยากิน ยาทา และยาเหน็บ อาทิเช่น ยากินกลุ่ม Clotrimazole และ Tioconazole และยาสอดช่องคลอดกลุ่ม Imidazole

บางคนสงสัยว่า เราสามารถรักษาเชื้อราในช่องคลอดเองได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ควรซื้อยามารักษาเอง ก็เพราะว่าอาการคันช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติ สามารถเกิดได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้ ฉะนั้น ทางที่ดี ควรไปพบหมอ หรือเภสัชกร เล่าอาการของท่านให้ฟัง เพื่อรับยารักษาอย่างถูกต้อง ตรงตามโรคมากที่สุด

นอกจากการรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยยาแล้ว สาวๆ จะต้องดูแลรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นไม่ให้อับชื้น แก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หากมีอาการคันก็ไม่ควรเกาแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแผลได้ และงดการสวนล้างช่องคลอด ให้เปลี่ยนมาใช้สบู่อ่อนหรือน้ำเปล่าและล้างทำความสะอาดเฉพาะภายนอกแค่นั้นก็เพียงพอ และควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ก่อน และหากสงสัยว่าหนุ่มคู่นอนจะติดเชื้อด้วย ก็ควรให้มารักษาพร้อมกันเลย

ดูต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/vaginal-candidiasis-women-hygiene

3
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

4
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจ

5


การจัดฟันแบบ Invisalign หรือ การจัดฟันแบบใส เป็นการจัดฟันรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากจะทำให้ฟันเรียงสวย และใบหน้าเข้ารูปแล้ว ยังเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กับผู้ที่จัดฟันได้มากกว่า ทั้งนี้เพราะไม่มีเหล็กให้เห็นในช่องปาก ถือว่าเป็นวิธีที่เริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่การจัดฟันแบบใสคืออะไร มีขั้นตอนการทำแบบไหน แตกต่างจากการจัดฟันแบบปกติธรรมดาอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

การจัดฟันแบบใส (Invisalign) คืออะไร?
การจัดฟัน แบบใส คือการใช้เครื่องมือจัดฟันที่เป็นพอลิเมอร์ที่มีลักษณะบางๆ ใสๆ มาใส่ครอบฟันเพื่อปรับโครงสร้าง ตำแหน่ง และการเรียงตัวของฟัน ทดแทนการใส่เหล็กจัดฟัน ซึ่งเครื่องมือจัดฟันแบบใสนี้ เราสามารถถอดและใส่เองได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนจะเริ่มจัดฟันแบบใส หมอฟันจะต้องX-RAYฟันเพื่อประเมินแนวทางการรักษาว่าควรจะปรับรูปฟันแบบไหน เคลื่อนตำแหน่งฟันอย่างไร ต่อจากนั้นก็จะเริ่มใส่ชุดเครื่องมือจัดฟันที่ออกแบบมาพิเศษตามรูปฟันแต่ละท่าน โดยจะต้องเปลี่ยนชุดเครื่องมือจัดฟันทุก ๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งจำนวนชุดเครื่องมือที่ใช้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของผู้จัดฟัน และแนวทางการรักษาที่คุณหมอพิจารณา

ทำไมเราถึงต้องจัดฟันแบบใส?
การจัดฟันแบบใส ช่วยปรับการเรียงตัวของฟันให้สวยเป็นระเบียบได้ดีเช่นเดียวกับการจัดฟันทั่วไป แถมยังมีจุดเด่นที่เหนือกว่าการใส่เหล็กจัดฟันด้วย อาทิเช่น
- มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันในปาก ทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นเวลายิ้ม เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่ากำลังจัดฟันอยู่
- ดูแลและทำความสะอาดได้ง่าย เพราะว่าเครื่องมือจัดฟันแบบใสสามารถถอดออกได้เวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน จึงไม่ต้องกลัวเศษอาหารเข้าไปติด ทั้งยังสามารถแปรงฟันได้ตามปกติ
- ชุดเครื่องมือจัดฟันสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ จึงช่วยป้องกันการสะสมของคราบหินปูน และสิ่งสกปรกต่างๆ
- เมื่อไม่มีเหล็กจัดฟัน จึงไม่มีปัญหาในการพูด ออกเสียง การเคี้ยวอาหาร และลดอาการเหงือกบวมแดง หรือเจ็บระคายเคืองในปากเนื่องมาจากเหล็กจัดฟันด้วย
- ไม่ต้องมาพบหมอบ่อยๆ โดยจะนัดมาติดตามผลทุกๆ 2 - 3  เดือน ต่างจากการจัดฟันแบบปกติที่ต้องมาคลินิกทุก 3 - 5 อาทิตย์

ขั้นตอนในการจัดฟันแบบใส
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนจัดฟันแบบใส
- ผู้ต้องการจัดฟันต้องมาพบหมอฟัน เพื่อประเมินลักษณะฟันว่าเราสามารถจัดฟันแบบใสได้หรือไม่
- จากนั้นจะต้องX-Rayฟันด้วยเครื่องมือพิเศษที่แสดงผลรูปแบบพิมพ์ปากของเราออกมาเป็น 3D แอนิเมชัน เพื่อใช้ประเมินว่าแนวทางการรักษาจะเป็นอย่างไร มีลำดับการเคลื่อนตำแหน่งฟันตรงไหน อย่างไรบ้าง และต้องใช้ชุดเครื่องมือจำนวนกี่ชุด เพื่อปรับฟันให้เรียงสวยเข้ารูป
- ตรวจสภาพฟันและเคลียร์ช่องปาก โดยการอุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และกรอฟัน เพื่อให้พร้อมสำหรับการใส่เครื่องมือจัดฟัน

ขั้นตอนระหว่างการจัดฟันแบบใส
- เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมตัวแล้ว ทันตแพทย์จะนัดรับชุดเครื่องมือจัดฟัน หรือ Aligner ชุดแรก พร้อมสอนวิธีการใส่ รวมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่างๆ โดยเราต้องใส่ Aligner ไว้ตลอดเวลา ยกเว้นตอนรับประทานอาหารและแปรงฟัน
- เมื่อใส่ Aligner ชุดแรกครบตามกำหนดที่คุณหมอแจ้งไว้ ทันตแพทย์จะนัดอีกครั้งเพื่อติด Attachment ติดตามผล และรับ Aligner ชุดต่อๆ ไป โดยการใส่ Aligner แต่ละชุด มีระยะเวลา 2 อาทิตย์ และหมอฟันจะนัดติดตามผลเป็นระยะ ทุกๆ 2 - 3 เดือน

ขั้นตอนหลังการจัดฟันแบบใส
- เมื่อถอด Aligner ชุดสุดท้ายออกแล้ว เรายังจะต้องใส่ Retainer เพื่อคงสภาพฟันไปอีกระยะหนึ่ง ตามที่ทันตแพทย์กำหนด

ความรู้สึกหลังการจัดฟันแบบใสเจ็บไหม?...ตามมาหาคำตอบได้ที่ https://www.honestdocs.co/invisalign-tooth-whitening-good-people

7
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

9
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจ

10


ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อที่สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อมักจะไม่มีอาการใดๆ ในระยะแรก ทำให้สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยป้องกันท่านจากการติดเชื้อได้

ซิฟิลิสคืออะไร
โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และสามารถอาศัยอยู่ได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย โดยหากส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเชื้อตัวนี้มีลักษณะเหมือนเกลียวสว่าน (Spirochete bacteria)

สำหรับสถิติของโรคซิฟิลิสนั้น ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 พบว่ามีจำนวนของผู้ติดเชื้อลดลง แต่จากรายงานที่ผ่านมา พบว่าในปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มชายรักชาย
การติดเชื้อซิฟิลิสในระยะแรกนั้นสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก แต่หากผู้ติดเชื่อโรคซิฟิลิสไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงทางสุขภาพจนถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยเหตุนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคซิฟิลิส คือเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โรคซิฟิลิสติดต่อกันได้อย่างไร
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดโรคซิฟิลิสสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสแผลที่เกิดจากโรคโดยตรง ซึ่งแผลดังกล่าวมักเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือการออรัลเซ็กส์กับผู้ป่วยซิฟิลิส จึงล้วนทำให้เกิดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ทั้งนั้น

นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถติดต่อได้โดยการจูบหรือสัมผัสแผลบริเวณหน้าอก แผลในปาก หรืออวัยวะเพศ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อนี้ก็สามารถแพร่เชื้อซิฟิลิสไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติหรือเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม เชื้อซิฟิลิสจะไม่ติดต่อผ่านการใช้ของใช้หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าเช็ดตัว การใช้ช้อน การสัมผัสลูกบิดประตู การว่ายน้ำในสระแห่งเดียวกัน หรือการนั่งบนฝารองชักโครกร่วมกัน

อาการของโรคซิฟิลิส
ผู้ป่วยโรคนี้มักไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ จึงทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย อาการของโรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ระยะที่ 1
ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะพบว่ามีแผลลักษณะแข็งๆ สีแดง ขอบนูน ที่มักเรียกว่า "แผลริมแข็ง" (Chancre) ปรากฎขึ้นบริเวณช่องคลอด ทวารหนัก องคชาต หรือปาก อาจมีเพียงแผลเดียวหรือหลายๆ แผลก็ได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณที่ได้รับเชื้อ และไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยในระยะนี้ด้วย
แผลริมแข็งจะหายไปภายใน 3-6 อาทิตย์ แม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษาก็ตาม แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคก็จะกำเริบรุนแรงกว่าเดิมเมื่อเข้าสู่ระยะถัดไป
เชื้อซิฟิลิสสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมาก ๆในระยะแรก อีกทั้งผู้ติดเชื้อในระยะนี้มักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจนนัก ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือแผลที่เกิดขึ้นอยู่ในบริเวณที่มองไม่เห็น เช่น ในปาก ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต ปากมดลูก หรือที่ทวารหนัก ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ระยะที่ 2
เมื่อติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยซิฟิลิสจะเริ่มแสดงอาการมากขึ้น โดยมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ไม่มีอาการคัน ยิ่งไปกว่านี้อาจมีไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย ผมร่วง และมีอาการปวดเมื่อยตามตัว โดยมีอาการเกิดขึ้นประมาณ 2-3 อาทิตย์หรือหลายเดือนหลังจากเกิดแผลริมแข็งในระยะแรก ซึ่งผื่นในระยะนี้จะยังเป็นผื่นจางๆ มีลักษณะคล้ายผดผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่สนใจและไม่สังเกตเห็น บางรายอาจมีแผลบริเวณริมฝีปาก ในปาก ในลำคอ ช่องคลอด และทวารหนักร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ติดเชื้อในระยะนี้จะไม่มีแผลเกิดขึ้นเลย

อาการในระยะที่ 2 นี้ก็จะหายไปเองได้ แม้ไม่ได้รับการรักษา แต่อาการของโรคก็จะรุนแรงมากขึ้นอีก และเชื้อซิฟิลิสยังคงแพร่กระจายได้ง่ายในระยะที่ 2 นี้

ติดตามอ่านต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/what-is-syphilis

11


หลายสิบปีมาแล้วที่ "การติดเชื้อไวรัสHIV หรือ เอชไอวี" และ "โรคเอดส์" จัดเป็นโรคติดเชื้อที่น่ากลัวอันดับต้นๆ ของโลก แม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่  ทั้งนี้เพราะยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ให้หายขาดได้  ทำได้แค่ประคับประคองอาการและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนอันจะนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้เท่านั้น   สำหรับสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย  ปัจจุบันนับว่าดีขึ้นมากโดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส HIVและผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์น้อยลงซึ่งเป็นผลจากประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสที่คิดค้นขึ้นมาใหม่  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ทั่วโลกยังคงน่าเป็นห่วง องค์การอนามัยโลกเผยข้อมูลว่า ค.ศ,2015 มีประชากรทั่วโลกติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ จำนวนมากถึง 36.7 ล้านคน

เมื่อเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้คือ "การป้องกันอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ติดเชื้อไวรัส HIV " โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ วัยรุ่นบาง กลุ่มที่มีค่านิยมทางเพศบางอย่าง อย่างเช่น การเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ป้องกันอย่างถูกวิธี   นอกจากคนกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มติดเชื้อ HIV  เอดส์ แล้วยังรวมไปถึงมีโอกาสติดโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย อย่างเช่น หนองใน ซิฟิลิส สูงขึ้นเรื่อยๆ  บทความนี้จะพาท่านไปรู้จักการติดเชื้อ HIV ว่า คืออะไร แตกต่างกับโรคเอดส์อย่างไร  โรคเอดส์คืออะไร  มีการดำเนินโรคอย่างไร และเราจะป้องกันได้อย่างไร  อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์

เอชไอวี (HIV) และเอดส์ (AIDS) คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร
ก่อนอื่นเลยต้องรู้ว่า HIV และโรคเอดส์ไม่ใช่โรคเดียวกัน รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป  คราวนี้มาดูความหมายของทั้งสองคำนี้กันแบบชัดๆ

HIV คือ เชื้อไวรัส ซึ่งย่อมาจาก  Human Immunodeficiency Virus   เชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้  โดยจะกระจายผ่านเม็ดเลือดขาวไปตามอวัยวะต่างๆ เกือบทั่วร่างกาย   เชื้อไวรัสตัวนี้จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4  หรือ T cells  ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อต่างๆ  เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 และระบบภูมิคุ้มกันแล้วจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงจนทำให้ติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย

 ผู้ติดเชื้อ HIV ในระยะแรกๆ โดยมากจะยังไม่แสดงอาการทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวว่า กำลังติดเชื้ออยู่ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จะมีระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับเชื้อเข้ามาในร่างกายจนกระทั่งเริ่มปรากฏอาการ) ประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุของแต่ละคน บางคนอาจติดเชื้อ HIV นานหลายปีโดยไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาก็เป็นได้  แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่เชื้อ HIV อาจมีระยะฟักแค่เป็นหลักเดือนเช่นกัน ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อ HIV แล้ว เชื้อนี้จะอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อตลอดไป

“เอดส์” มาจากคำว่า AIDS ซึ่งเป็นย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome  โรคเอดส์ คือ กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV  จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสนี้ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายจนทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 ลดต่ำลงมาก ร่างกายจึงอ่อนแอและมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ   หากติดเชื้อ HIV และไม่ได้รับการรักษา โดยทั่วไปมักจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์  หรือกล่าวได้ว่า คือ "โรคเอดส์เป็นระยะร้ายแรงของการติดเชื้อ HIV ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด"

โรคเอดส์นับว่าเป็นโรคที่เพิ่งพบใหม่ มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในราวเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control) พบว่า มีกลุ่มชายรักชายร่วมเพศ จำนวน 5 คน ป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิโอ (Pneumocystis Carinii)  จากนั้นอีก 1 เดือนต่อมา มีรายงานว่า มีหนุ่มรักร่วมเพศอีก 26 รายป่วยเป็นมะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) ทั้งที่ตามปกติแล้วโรคนี้มักจะเกิดกับคนในกลุ่มของคนสูงอายุ  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่เป็นโรคปอดบวมและติดเชื้อประเภทฉวยโอกาส (Opportunistic infection) ผู้ป่วยทุกรายต่างไม่เคยมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงมาก่อนและไม่เคยได้รับยาประเภทกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาก่อน

เมื่อได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่ได้ทำหน้าที่ตามปกติ  แม้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดแต่ก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่รายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคเสื่อม หรือบกพร่อง จึงมีผู้เสนอให้เรียกโรคนี้ว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS

จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคชนิดนี้นั้นเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่เพิ่งจะมาตื่นตัวกันในปี พ.ศ. 2524 เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา ก็มีความเชื่อกันว่า โรคนี้จะต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติจำพวกรักร่วมเพศ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดอย่างแน่นอน   ต่อมามีการพบอีกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดก็เป็นโรคเอดส์ จึงทำให้เห็นแนวทางการศึกษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและเริ่มมีการเผยแพร่ถึงวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อและการติดต่อโรคอย่างละเอียด

การติดต่อของเชื้อ HIV และโรคเอดส์
เชื้อ HIV และโรคเอดส์นั้นไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสทางผิวหนัง อย่างเช่น การกอด  การอาศัยอยู่ร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การรับประทานอาหารด้วยกัน การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน หรือการว่ายน้ำในสระเดียวกัน  นอกจากนี้เชื้อ HIV และโรคเอดส์ยังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจ หรือผ่านอากาศ อย่างเช่น ไข้หวัด และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง

 เชื้อ HIV นั้นสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ป่วย อาทิ น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด น้ำลาย เสมหะ  หรือแม้แต่น้ำนมแม่ ฉะนั้นเมื่อมีบาดแผลจึงต้องระมัดระวังการสัมผัสกับสารคัดหลั่งเหล่านี้ให้มาก

โดยปกติ เชื้อ HIV เมื่อออกมานอกร่างกายของผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานทั้งนี้เพราะไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอาทิ ความแห้ง แสงแดด ความร้อน ภาวะกรด-ด่าง   อีกทั้งเชื้อ HIV นี้ยังไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น ๆ ได้ ยิ่งถ้าถูกสารเคมี หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ อาทิเช่น Sodium hypochlorite   70% alcohol   Formaldehyde   Glutaraldehyde    Betadine Solution  เชื้อ HIV ก็จะยิ่งมีอายุสั้นลงไปอีก หรือแม้แต่ผงซักฟอกที่ใช้ตามบ้านเรือนก็สามารถทำให้เชื้อ HIV  อายุสั้นลงได้เช่นเดียวกัน

เป็นส่วนใหญ่แล้วสาเหตุหลักของการติดต่อเชื้อ HIV เกิดได้ 3 ทาง
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ไม่ว่าจะเป็นชายกับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติก็ตาม รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้นั้นล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยา ระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้นได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น  ส่วนการจูบนั้นถึงจะติดต่อยาก แต่ถ้าคุณ หรือคู่นอนเป็นแผลที่ริมฝีปาก หรือในปาก ความเสี่ยงการติดเชื้ออาจจะเพิ่มขึ้น

2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อ HIV พบได้ใน 2 กรณี คือ
ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV   ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติดด้วยการฉีดยาเข้าเส้น  รวมทั้งการใช้เข็มในการเจาะหูและส่วนต่างๆ ของร่างกาย  การสักลงบนผิวหนัง
รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด  แม้ว่าเราจะไม่มีทางรู้เลยว่า เลือดที่รับบริจาคมาจากแหล่งไหน แต่ปัจจุบันได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยโดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเสมอ  ดังนั้นเลือดที่ผ่านการบริจาคจึงมีความปลอดภัย 100%

นอกจากนี้เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อผ่านทางน้ำเหลืองได้ด้วย  แต่โอกาสที่จะติดเชื้อได้นั้นต้องเป็นแผลเปิด และมีเลือด หรือน้ำเหลืองที่มีเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น

3. การติดต่อผ่านจากแม่สู่ลูก
เกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV อยู่แล้ว และเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูก  ปัจจุบันได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว ด้วยการรับประทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์เพราะจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงได้เหลือเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น แต่ก็ถือว่า ยังมีความเสี่ยงอยู่ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก   ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน

ศึกษาเนื้อหาต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/signs-of-hiv-or-aids

12
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจ

13
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจ

15
รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

หน้า: [1] 2 3 ... 11