สวัสดี บุคคลทั่วไป

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3
1
อื่นๆ / โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?
« เมื่อ: 24 2019-05-24 2019 19:%i:1558700641 »


หากคุณ ๆรู้สึกระคายเคืองที่เหงือก เหงือกมีสีแดงและบวม นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเหงือกที่พบได้บ่อยที่สุด แม้อาการของเหงือกอักเสบจะไม่รุนแรงนัก แต่เราก็ไม่ควรละเลย เพราะว่าเมื่อนานไปอาจยิ่งมีอาการรุนแรงขึ้น จนทำให้สูญเสียฟันได้

โรคเหงือกอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากละเลยการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอาจกลายเป็นโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงของเหงือก ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้ฟันโยกและหลุดไปในที่สุด

อาการของโรคเหงือกอักเสบ
ปกติแล้ว เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อนๆ มีความแข็งแรง และขอบเงือกเรียบติดกับฟัน แต่หากท่านสังเกตถึงอาการผิดปกติของเหงือกและฟันดังต่อไปนี้ ก็เป็นไปได้ว่าท่านกำลังมีอาการเหงือกอักเสบ

- เหงือกบวม
- เหงือกมีสีแดงออกดำคล้ำ
- เมื่อสัมผัสเหงือกแล้วรู้สึกเจ็บ
- เหงือกร่น
- มีเลือกออกตามไรฟันบ่อยๆ หลังจากแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
- มีกลิ่นปาก
- ฟันโยก
- มีอาการเสียวฟัน

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ
เหงือกอักเสบมักเกิดจากการขาดสุขอนามัยในการดูแลช่องปากและฟัน ทำให้คราบสกปรกและแบคทีเรียก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคราบหินปูนตามซอกเหงือก ซึ่งหินปูนเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียจำนวนมาก และเมื่อนานไปก็สร้างความระคายเคืองให้เนื้อเยื่อเหงือกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด นำมาซึ่งอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันหลังจากแปรงหรือใช้ไหมขัดฟัน

ยิ่งไปกว่านี้ ปัจจัยบางอย่างก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบได้มากขึ้น ได้แก่
- การแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง หรือแปรงไม่บ่อยเท่าที่ควร
- การมีฟันคุด การจัดฟัน หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ ในช่องปาก อาจเอื้อให้เกิดคราบแบคทีเรียสะสมมากขึ้น
- การมีฟันเกหรือฟันซ้อน
- การใช้ยาบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) หรือทำให้เหงือกบวมโตขึ้น
- การสูบบุหรี่
- โรคเบาหวานการขาดสารอาหารบางชนิด อย่างเช่น วิตามินซี เป็นต้น
- การตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิด
- ภาวะที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ และการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อรา
- ปัจจัยทางพันธุกรรม

- การวินิจฉัยโรคเหงือกอักเสบ
หากสังเกตถึงอาการผิดปกติในช่องปากและฟันดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ท่านควรไปพบหมอเพื่อรับการตรวจรักษา โดยเบื้องต้นหมอฟันจะสอบถามถึงอาการและประวัติการรักษาโรคต่างๆ ของผู้ป่วย รวมถึงโรคภายในช่องปาก จากนั้นจะตรวจดูฟัน เหงือก ลิ้น และภายในช่องปากเพื่อดูคราบหินปูนหรือหาลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ และตรวจเหงือก ซึ่งจะทำโดยการใช้เครื่องมือวัดความลึกของร่องเหงือก รอบๆ ตัวฟัน ปกติจะมีค่าอยู่ที่ 1 - 3 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่า 3 มิลลิเมตร เเสดงว่าเริ่มมีโรคเหงือกอักเสบ นอกจากนี้อาจมีการX-Rayเพื่อดูกระดูกบริเวณรอบตัวฟันว่าปกติดีหรือไม่ รวมทั้งตรวจหาสาเหตุของอาการเหงือกอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจต้องส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเหงือก

การรักษาโรคเหงือกอักเสบ
การรักษาที่ทันท่วงทีสามารถช่วยให้เหงือกของท่านกลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิม รวมทั้งช่วยป้องกันโรคปริทันต์และการสูญเสียฟัน ทันตแพทย์จะให้การรักษาโดยเริ่มจากการทำความสะอาดคราบสกปรกและหินปูนที่สะสมอยู่ออกไป และอาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อด้วย รวมถึงเสนอแนะให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นประจำ
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเหงือกอักเสบเนื่องจากการใส่สะพานฟัน ฟันปลอม หรือการจัดฟัน ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือทำความสะอาดได้ยาก แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขที่ปัญหาเหล่านี้ ทั้งนี้ หลังจากรับการรักษาเรียบร้อยแล้ว คุณควรไปพบทันตแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยควบคุมปัญหาโรคเหงือกได้อย่างถูกต้อง
ติดตามเนื้อหาของ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหงือกอักเสบ และการป้องกันโรคเหงือกอักเสบต่อได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/what-is-gingivitis

2


สาวๆ เคยไหม... รู้สึกคันตรงจุดซ่อนเร้นจนแทบจะทนไม่ไหว โดยเฉพาะบริเวณปากช่องคลอด แถมบางช่วงยังตามมาด้วยตกขาวกลิ่นแปลกๆ อีก ทำให้ผู้หญิงอย่างเราหมดความมั่นอกมั่นใจ หากมีอาการเช่นนี้ให้สงสัยไว้เลยว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอด

ความจริงแล้วอาการคันบริเวณช่องคลอดอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวได้เช่นกัน แต่พบไม่บ่อยเท่าการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์(Candida albican) ซึ่งโรคเชื้อราในช่องคลอดพบได้ในผู้หญิงทุกเพศทุกวัย ซึ่งแม้จะไม่ใช่โรคที่มีอันตรายรุนแรงก็ตาม แต่ก็ทำให้ผู้ที่เป็นนั้นรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว และยังรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันของสาวๆ ได้ไม่น้อย

โรคเชื้อราในช่องคลอดสังเกตอาการได้ดังนี้
- คันบริเวณปากช่องคลอดอย่างมาก
- ในบางครั้งอาจมีผื่นบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศ และมีอาการแสบร้อนระคายเคืองร่วมด้วย
- มีอาการแสบเวลาปัสสาวะหรือในขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีตกขาวสีขาวขุ่น จับตัวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียก มีกลิ่นเปรี้ยวเหมือนนมบูด

สาเหตุของเชื้อราในช่องคลอด

โดยปกติบริเวณช่องคลอดจะมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราประจำถิ่นอาศัยอยู่ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะไม่ก่อโรค แต่หากมีสภาวะกรดเบสในช่องคลอดไม่สมดุลจนทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและมีอาการดังข้างต้นขึ้นได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เชื้อราในช่องคลอดที่ก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ ได้แก่

- บริเวณอวัยวะเพศไม่สะอาดและอับชื้น เนื่องจากdkiดูแลไม่ดีพอ อย่างเช่น หลังอาบน้ำแล้วไม่เช็ดให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า สวมกางเกงในที่อับชื้น ระบายอากาศไม่ดี หรือใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมนานๆ โดยไม่ยอมเปลี่ยน
- สวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำสบู่อย่างรุนแรง ทำให้ช่องคลอดเสียสมดุล และเชื้อประจำถิ่นถูกกำจัดไป เชื้อโรคอื่นๆ ฉวยโอกาสมารุกรานได้ง่าย
- ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้แบคทีเรียบริเวณช่องคลอดถูกทำลาย เชื้อราก่อโรคอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง อย่างเช่น อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคที่ส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอวัยวะเพศของฝ่ายชายไม่สะอาด

การรักษาเชื้อราในช่องคลอด
หากมีอาการรุนแรง แล้วไปพบคุณหมอ หมอมักรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยการใช้ยา โดยจะเป็นกลุ่มยาต้านเชื้อราที่มีทั้งรูปแบบยากิน ยาทา และยาเหน็บ อาทิเช่น ยากินกลุ่ม Clotrimazole และ Tioconazole และยาสอดช่องคลอดกลุ่ม Imidazole

บางคนสงสัยว่า เราสามารถรักษาเชื้อราในช่องคลอดเองได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ควรซื้อยามารักษาเอง ก็เพราะว่าอาการคันช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติ สามารถเกิดได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้ ฉะนั้น ทางที่ดี ควรไปพบหมอ หรือเภสัชกร เล่าอาการของท่านให้ฟัง เพื่อรับยารักษาอย่างถูกต้อง ตรงตามโรคมากที่สุด

นอกจากการรักษาเชื้อราในช่องคลอดด้วยยาแล้ว สาวๆ จะต้องดูแลรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นไม่ให้อับชื้น แก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หากมีอาการคันก็ไม่ควรเกาแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแผลได้ และงดการสวนล้างช่องคลอด ให้เปลี่ยนมาใช้สบู่อ่อนหรือน้ำเปล่าและล้างทำความสะอาดเฉพาะภายนอกแค่นั้นก็เพียงพอ และควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ก่อน และหากสงสัยว่าหนุ่มคู่นอนจะติดเชื้อด้วย ก็ควรให้มารักษาพร้อมกันเลย

ดูต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/vaginal-candidiasis-women-hygiene

3


การจัดฟันแบบ Invisalign หรือ การจัดฟันแบบใส เป็นการจัดฟันรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากจะทำให้ฟันเรียงสวย และใบหน้าเข้ารูปแล้ว ยังเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กับผู้ที่จัดฟันได้มากกว่า ทั้งนี้เพราะไม่มีเหล็กให้เห็นในช่องปาก ถือว่าเป็นวิธีที่เริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่การจัดฟันแบบใสคืออะไร มีขั้นตอนการทำแบบไหน แตกต่างจากการจัดฟันแบบปกติธรรมดาอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

การจัดฟันแบบใส (Invisalign) คืออะไร?
การจัดฟัน แบบใส คือการใช้เครื่องมือจัดฟันที่เป็นพอลิเมอร์ที่มีลักษณะบางๆ ใสๆ มาใส่ครอบฟันเพื่อปรับโครงสร้าง ตำแหน่ง และการเรียงตัวของฟัน ทดแทนการใส่เหล็กจัดฟัน ซึ่งเครื่องมือจัดฟันแบบใสนี้ เราสามารถถอดและใส่เองได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนจะเริ่มจัดฟันแบบใส หมอฟันจะต้องX-RAYฟันเพื่อประเมินแนวทางการรักษาว่าควรจะปรับรูปฟันแบบไหน เคลื่อนตำแหน่งฟันอย่างไร ต่อจากนั้นก็จะเริ่มใส่ชุดเครื่องมือจัดฟันที่ออกแบบมาพิเศษตามรูปฟันแต่ละท่าน โดยจะต้องเปลี่ยนชุดเครื่องมือจัดฟันทุก ๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งจำนวนชุดเครื่องมือที่ใช้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของผู้จัดฟัน และแนวทางการรักษาที่คุณหมอพิจารณา

ทำไมเราถึงต้องจัดฟันแบบใส?
การจัดฟันแบบใส ช่วยปรับการเรียงตัวของฟันให้สวยเป็นระเบียบได้ดีเช่นเดียวกับการจัดฟันทั่วไป แถมยังมีจุดเด่นที่เหนือกว่าการใส่เหล็กจัดฟันด้วย อาทิเช่น
- มองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันในปาก ทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นเวลายิ้ม เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่ากำลังจัดฟันอยู่
- ดูแลและทำความสะอาดได้ง่าย เพราะว่าเครื่องมือจัดฟันแบบใสสามารถถอดออกได้เวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน จึงไม่ต้องกลัวเศษอาหารเข้าไปติด ทั้งยังสามารถแปรงฟันได้ตามปกติ
- ชุดเครื่องมือจัดฟันสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ จึงช่วยป้องกันการสะสมของคราบหินปูน และสิ่งสกปรกต่างๆ
- เมื่อไม่มีเหล็กจัดฟัน จึงไม่มีปัญหาในการพูด ออกเสียง การเคี้ยวอาหาร และลดอาการเหงือกบวมแดง หรือเจ็บระคายเคืองในปากเนื่องมาจากเหล็กจัดฟันด้วย
- ไม่ต้องมาพบหมอบ่อยๆ โดยจะนัดมาติดตามผลทุกๆ 2 - 3  เดือน ต่างจากการจัดฟันแบบปกติที่ต้องมาคลินิกทุก 3 - 5 อาทิตย์

ขั้นตอนในการจัดฟันแบบใส
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนจัดฟันแบบใส
- ผู้ต้องการจัดฟันต้องมาพบหมอฟัน เพื่อประเมินลักษณะฟันว่าเราสามารถจัดฟันแบบใสได้หรือไม่
- จากนั้นจะต้องX-Rayฟันด้วยเครื่องมือพิเศษที่แสดงผลรูปแบบพิมพ์ปากของเราออกมาเป็น 3D แอนิเมชัน เพื่อใช้ประเมินว่าแนวทางการรักษาจะเป็นอย่างไร มีลำดับการเคลื่อนตำแหน่งฟันตรงไหน อย่างไรบ้าง และต้องใช้ชุดเครื่องมือจำนวนกี่ชุด เพื่อปรับฟันให้เรียงสวยเข้ารูป
- ตรวจสภาพฟันและเคลียร์ช่องปาก โดยการอุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และกรอฟัน เพื่อให้พร้อมสำหรับการใส่เครื่องมือจัดฟัน

ขั้นตอนระหว่างการจัดฟันแบบใส
- เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมตัวแล้ว ทันตแพทย์จะนัดรับชุดเครื่องมือจัดฟัน หรือ Aligner ชุดแรก พร้อมสอนวิธีการใส่ รวมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่างๆ โดยเราต้องใส่ Aligner ไว้ตลอดเวลา ยกเว้นตอนรับประทานอาหารและแปรงฟัน
- เมื่อใส่ Aligner ชุดแรกครบตามกำหนดที่คุณหมอแจ้งไว้ ทันตแพทย์จะนัดอีกครั้งเพื่อติด Attachment ติดตามผล และรับ Aligner ชุดต่อๆ ไป โดยการใส่ Aligner แต่ละชุด มีระยะเวลา 2 อาทิตย์ และหมอฟันจะนัดติดตามผลเป็นระยะ ทุกๆ 2 - 3 เดือน

ขั้นตอนหลังการจัดฟันแบบใส
- เมื่อถอด Aligner ชุดสุดท้ายออกแล้ว เรายังจะต้องใส่ Retainer เพื่อคงสภาพฟันไปอีกระยะหนึ่ง ตามที่ทันตแพทย์กำหนด

ความรู้สึกหลังการจัดฟันแบบใสเจ็บไหม?...ตามมาหาคำตอบได้ที่ https://www.honestdocs.co/invisalign-tooth-whitening-good-people

4


ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อที่สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อมักจะไม่มีอาการใดๆ ในระยะแรก ทำให้สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยป้องกันท่านจากการติดเชื้อได้

ซิฟิลิสคืออะไร
โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และสามารถอาศัยอยู่ได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย โดยหากส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเชื้อตัวนี้มีลักษณะเหมือนเกลียวสว่าน (Spirochete bacteria)

สำหรับสถิติของโรคซิฟิลิสนั้น ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 พบว่ามีจำนวนของผู้ติดเชื้อลดลง แต่จากรายงานที่ผ่านมา พบว่าในปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มชายรักชาย
การติดเชื้อซิฟิลิสในระยะแรกนั้นสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก แต่หากผู้ติดเชื่อโรคซิฟิลิสไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงทางสุขภาพจนถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยเหตุนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคซิฟิลิส คือเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โรคซิฟิลิสติดต่อกันได้อย่างไร
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดโรคซิฟิลิสสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสแผลที่เกิดจากโรคโดยตรง ซึ่งแผลดังกล่าวมักเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือการออรัลเซ็กส์กับผู้ป่วยซิฟิลิส จึงล้วนทำให้เกิดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ทั้งนั้น

นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถติดต่อได้โดยการจูบหรือสัมผัสแผลบริเวณหน้าอก แผลในปาก หรืออวัยวะเพศ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อนี้ก็สามารถแพร่เชื้อซิฟิลิสไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติหรือเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม เชื้อซิฟิลิสจะไม่ติดต่อผ่านการใช้ของใช้หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าเช็ดตัว การใช้ช้อน การสัมผัสลูกบิดประตู การว่ายน้ำในสระแห่งเดียวกัน หรือการนั่งบนฝารองชักโครกร่วมกัน

อาการของโรคซิฟิลิส
ผู้ป่วยโรคนี้มักไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ จึงทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย อาการของโรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ระยะที่ 1
ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะพบว่ามีแผลลักษณะแข็งๆ สีแดง ขอบนูน ที่มักเรียกว่า "แผลริมแข็ง" (Chancre) ปรากฎขึ้นบริเวณช่องคลอด ทวารหนัก องคชาต หรือปาก อาจมีเพียงแผลเดียวหรือหลายๆ แผลก็ได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณที่ได้รับเชื้อ และไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยในระยะนี้ด้วย
แผลริมแข็งจะหายไปภายใน 3-6 อาทิตย์ แม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษาก็ตาม แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคก็จะกำเริบรุนแรงกว่าเดิมเมื่อเข้าสู่ระยะถัดไป
เชื้อซิฟิลิสสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมาก ๆในระยะแรก อีกทั้งผู้ติดเชื้อในระยะนี้มักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจนนัก ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือแผลที่เกิดขึ้นอยู่ในบริเวณที่มองไม่เห็น เช่น ในปาก ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต ปากมดลูก หรือที่ทวารหนัก ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ระยะที่ 2
เมื่อติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยซิฟิลิสจะเริ่มแสดงอาการมากขึ้น โดยมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ไม่มีอาการคัน ยิ่งไปกว่านี้อาจมีไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย ผมร่วง และมีอาการปวดเมื่อยตามตัว โดยมีอาการเกิดขึ้นประมาณ 2-3 อาทิตย์หรือหลายเดือนหลังจากเกิดแผลริมแข็งในระยะแรก ซึ่งผื่นในระยะนี้จะยังเป็นผื่นจางๆ มีลักษณะคล้ายผดผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่สนใจและไม่สังเกตเห็น บางรายอาจมีแผลบริเวณริมฝีปาก ในปาก ในลำคอ ช่องคลอด และทวารหนักร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ติดเชื้อในระยะนี้จะไม่มีแผลเกิดขึ้นเลย

อาการในระยะที่ 2 นี้ก็จะหายไปเองได้ แม้ไม่ได้รับการรักษา แต่อาการของโรคก็จะรุนแรงมากขึ้นอีก และเชื้อซิฟิลิสยังคงแพร่กระจายได้ง่ายในระยะที่ 2 นี้

ติดตามอ่านต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/what-is-syphilis

5


หลายสิบปีมาแล้วที่ "การติดเชื้อไวรัสHIV หรือ เอชไอวี" และ "โรคเอดส์" จัดเป็นโรคติดเชื้อที่น่ากลัวอันดับต้นๆ ของโลก แม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่  ทั้งนี้เพราะยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ให้หายขาดได้  ทำได้แค่ประคับประคองอาการและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนอันจะนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้เท่านั้น   สำหรับสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย  ปัจจุบันนับว่าดีขึ้นมากโดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส HIVและผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์น้อยลงซึ่งเป็นผลจากประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสที่คิดค้นขึ้นมาใหม่  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ทั่วโลกยังคงน่าเป็นห่วง องค์การอนามัยโลกเผยข้อมูลว่า ค.ศ,2015 มีประชากรทั่วโลกติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ จำนวนมากถึง 36.7 ล้านคน

เมื่อเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้คือ "การป้องกันอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ติดเชื้อไวรัส HIV " โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ วัยรุ่นบาง กลุ่มที่มีค่านิยมทางเพศบางอย่าง อย่างเช่น การเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ป้องกันอย่างถูกวิธี   นอกจากคนกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มติดเชื้อ HIV  เอดส์ แล้วยังรวมไปถึงมีโอกาสติดโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย อย่างเช่น หนองใน ซิฟิลิส สูงขึ้นเรื่อยๆ  บทความนี้จะพาท่านไปรู้จักการติดเชื้อ HIV ว่า คืออะไร แตกต่างกับโรคเอดส์อย่างไร  โรคเอดส์คืออะไร  มีการดำเนินโรคอย่างไร และเราจะป้องกันได้อย่างไร  อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์

เอชไอวี (HIV) และเอดส์ (AIDS) คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร
ก่อนอื่นเลยต้องรู้ว่า HIV และโรคเอดส์ไม่ใช่โรคเดียวกัน รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป  คราวนี้มาดูความหมายของทั้งสองคำนี้กันแบบชัดๆ

HIV คือ เชื้อไวรัส ซึ่งย่อมาจาก  Human Immunodeficiency Virus   เชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้  โดยจะกระจายผ่านเม็ดเลือดขาวไปตามอวัยวะต่างๆ เกือบทั่วร่างกาย   เชื้อไวรัสตัวนี้จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4  หรือ T cells  ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อต่างๆ  เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 และระบบภูมิคุ้มกันแล้วจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงจนทำให้ติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย

 ผู้ติดเชื้อ HIV ในระยะแรกๆ โดยมากจะยังไม่แสดงอาการทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวว่า กำลังติดเชื้ออยู่ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จะมีระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับเชื้อเข้ามาในร่างกายจนกระทั่งเริ่มปรากฏอาการ) ประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุของแต่ละคน บางคนอาจติดเชื้อ HIV นานหลายปีโดยไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาก็เป็นได้  แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่เชื้อ HIV อาจมีระยะฟักแค่เป็นหลักเดือนเช่นกัน ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อ HIV แล้ว เชื้อนี้จะอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อตลอดไป

“เอดส์” มาจากคำว่า AIDS ซึ่งเป็นย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome  โรคเอดส์ คือ กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV  จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสนี้ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายจนทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 ลดต่ำลงมาก ร่างกายจึงอ่อนแอและมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ   หากติดเชื้อ HIV และไม่ได้รับการรักษา โดยทั่วไปมักจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์  หรือกล่าวได้ว่า คือ "โรคเอดส์เป็นระยะร้ายแรงของการติดเชื้อ HIV ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด"

โรคเอดส์นับว่าเป็นโรคที่เพิ่งพบใหม่ มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในราวเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control) พบว่า มีกลุ่มชายรักชายร่วมเพศ จำนวน 5 คน ป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิโอ (Pneumocystis Carinii)  จากนั้นอีก 1 เดือนต่อมา มีรายงานว่า มีหนุ่มรักร่วมเพศอีก 26 รายป่วยเป็นมะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) ทั้งที่ตามปกติแล้วโรคนี้มักจะเกิดกับคนในกลุ่มของคนสูงอายุ  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่เป็นโรคปอดบวมและติดเชื้อประเภทฉวยโอกาส (Opportunistic infection) ผู้ป่วยทุกรายต่างไม่เคยมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงมาก่อนและไม่เคยได้รับยาประเภทกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาก่อน

เมื่อได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่ได้ทำหน้าที่ตามปกติ  แม้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดแต่ก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่รายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคเสื่อม หรือบกพร่อง จึงมีผู้เสนอให้เรียกโรคนี้ว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS

จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคชนิดนี้นั้นเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่เพิ่งจะมาตื่นตัวกันในปี พ.ศ. 2524 เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา ก็มีความเชื่อกันว่า โรคนี้จะต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติจำพวกรักร่วมเพศ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดอย่างแน่นอน   ต่อมามีการพบอีกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดก็เป็นโรคเอดส์ จึงทำให้เห็นแนวทางการศึกษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและเริ่มมีการเผยแพร่ถึงวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อและการติดต่อโรคอย่างละเอียด

การติดต่อของเชื้อ HIV และโรคเอดส์
เชื้อ HIV และโรคเอดส์นั้นไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสทางผิวหนัง อย่างเช่น การกอด  การอาศัยอยู่ร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การรับประทานอาหารด้วยกัน การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน หรือการว่ายน้ำในสระเดียวกัน  นอกจากนี้เชื้อ HIV และโรคเอดส์ยังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจ หรือผ่านอากาศ อย่างเช่น ไข้หวัด และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง

 เชื้อ HIV นั้นสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ป่วย อาทิ น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด น้ำลาย เสมหะ  หรือแม้แต่น้ำนมแม่ ฉะนั้นเมื่อมีบาดแผลจึงต้องระมัดระวังการสัมผัสกับสารคัดหลั่งเหล่านี้ให้มาก

โดยปกติ เชื้อ HIV เมื่อออกมานอกร่างกายของผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานทั้งนี้เพราะไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอาทิ ความแห้ง แสงแดด ความร้อน ภาวะกรด-ด่าง   อีกทั้งเชื้อ HIV นี้ยังไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น ๆ ได้ ยิ่งถ้าถูกสารเคมี หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ อาทิเช่น Sodium hypochlorite   70% alcohol   Formaldehyde   Glutaraldehyde    Betadine Solution  เชื้อ HIV ก็จะยิ่งมีอายุสั้นลงไปอีก หรือแม้แต่ผงซักฟอกที่ใช้ตามบ้านเรือนก็สามารถทำให้เชื้อ HIV  อายุสั้นลงได้เช่นเดียวกัน

เป็นส่วนใหญ่แล้วสาเหตุหลักของการติดต่อเชื้อ HIV เกิดได้ 3 ทาง
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ไม่ว่าจะเป็นชายกับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติก็ตาม รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้นั้นล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยา ระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้นได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น  ส่วนการจูบนั้นถึงจะติดต่อยาก แต่ถ้าคุณ หรือคู่นอนเป็นแผลที่ริมฝีปาก หรือในปาก ความเสี่ยงการติดเชื้ออาจจะเพิ่มขึ้น

2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อ HIV พบได้ใน 2 กรณี คือ
ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV   ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติดด้วยการฉีดยาเข้าเส้น  รวมทั้งการใช้เข็มในการเจาะหูและส่วนต่างๆ ของร่างกาย  การสักลงบนผิวหนัง
รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด  แม้ว่าเราจะไม่มีทางรู้เลยว่า เลือดที่รับบริจาคมาจากแหล่งไหน แต่ปัจจุบันได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยโดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเสมอ  ดังนั้นเลือดที่ผ่านการบริจาคจึงมีความปลอดภัย 100%

นอกจากนี้เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อผ่านทางน้ำเหลืองได้ด้วย  แต่โอกาสที่จะติดเชื้อได้นั้นต้องเป็นแผลเปิด และมีเลือด หรือน้ำเหลืองที่มีเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น

3. การติดต่อผ่านจากแม่สู่ลูก
เกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV อยู่แล้ว และเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูก  ปัจจุบันได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว ด้วยการรับประทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์เพราะจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงได้เหลือเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น แต่ก็ถือว่า ยังมีความเสี่ยงอยู่ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก   ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน

ศึกษาเนื้อหาต่อได้ที่ https://www.honestdocs.co/signs-of-hiv-or-aids

6


เลือกใช้ตัวไหนดีระหว่าง โฟมล้างหน้า กับ เจลล้างหน้า ?
เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงจะมีคำถามนี้ติดอยู่ในใจว่าจะเลือกใช้อะไรดีระหว่าง โฟมล้างหน้า กับ เจลล้างหน้า แล้วไอ้เจ้า เจลล้างหน้า กับ โฟมล้างหน้า แบบไหนกันนะที่จะเหมาะกับผิวหน้าของเรามากที่สุด ในสภาวะที่เรา ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่แสนเลวร้ายหลากหลายรูปแบบที่จะเข้ามาทำร้ายผิวของเรา และยิ่งในช่วงวัยทำงาน ที่จะต้องพบเจอกับมลภาวะอันเลวร้ายอย่างหนักหนาสาหัสในแต่ละวัน จากกิจกรรมต่างๆที่ต้องทำในแต่ละวัน นอกจากปัญหาสิวแล้วก็ยังมีปัญหาผิวแพ้ง่ายนี่แหละที่มักพบเจอกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจากสิ่งสกปรกต่าง ๆที่สะสม และสภาพของผิวหน้าที่บอบบาง แน่นอนว่าเราไม่ควรที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีเพียงแค่สรรพคุณในการขจัดความมันเพียงอย่างเดียว เพราะนั่นอาจทำให้ผิวหน้าของเราแห้งเกินไปจนผิวเกิดการขาดน้ำ หรือเกิดการระคายเคืองที่ผิวหน้าขึ้นได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นชนิดโฟม โดยมากจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน บางเบา และมีความสามารถในการทำความสะอาด สามารถควบคุมความมัน และชะล้างสิ่งสกปรก ที่สะสมอยู่บนใบหน้าของเราได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นโฟมล้างหน้าจึงเหมาะกับคนที่มีผิวมัน และมีสิว สิวเสี้ยนเป็นปัญหาหลัก แต่หากคุณรู้สึกว่าโฟมล้างหน้านั้นขจัดความมันบนใบหน้าของคุณ ๆมากเกินไป จนทำให้ผิวแห้ง ผิวขาดความชุ่มชื้น และเกิดการระคายเคืองกับผิวหน้า แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ เจลล้างหน้า จะดีกว่า เพราะว่าเจลล้างหน้านั้นมีความอ่อนโยนมากกว่าชนิดโฟม

ปัญหาของผิวหน้าโดยปกติแล้วมีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ ก็คือ ผิวที่มีความมันส่วนเกิน กับ ผิวที่แห้งเกิน
ผิวที่มีความมันส่วนเกินนั้นก่อให้เกิดปัญหาบนผิวหน้าต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวเสี้ยน
ผิวที่แห้งเกิน แม้จะมีปัญหาในเรื่องของสิวน้อยกว่าคนที่มีผิวหน้าที่มีความมันส่วนเกิน แต่ด้วยความที่ผิวแห้งเกินทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น  เป็นเหตุให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายกว่า

เหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อการทำความสะอาด ชำระล้างเอาสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่บนผิวหน้าออกไป และควบคุมความมัน ความชุ่มชื้นของผิวหน้านั่นเอง

โอกาสนี้เราขอแนะนำเจลล้างหน้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ Ultra Facial Oil-Free Cleanser เป็นเจลล้างหน้าให้ฟองเร็วสูตรออยล์ฟรี ปราศจากซัลเฟต ไม่ทำให้ผิวของท่านแห้งตึง อ่อนโยนเพียงพอสำหรับผิวที่แพ้ง่าย ไม่มีส่วนผสมของพาราเบน ซิลิโคน น้ำหอมและน้ำมัน ทำให้ผิวหน้าได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเจลล้างหน้าทั่วไปที่สามารถขจัดได้เพียงความมันเท่านั้น

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.kiehls.co.th/th/ultra-facial-oil-free-cleanser.html
https://www.kiehls.co.th

7
ช่างไฟดอทคอม เว็บผู้ให้บริการทางด้านงานระบบไฟฟ้า
ให้บริการงาน ซ่อมไฟฟ้า 24 ชั่วโมง
โดยทีมงานบริษัท เออีซีเอ็นจิเนียริง จำกัด
บริการงานติดตั้งไฟฟ้า งานซ่อมแซมระบบ
ไฟฟ้าบ้าน ไฟอาคาร ไฟฟ้าโรงงาน
ประกันงานซ่อม
ประกันงานติดตั้ง
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม TEL : 061 417 5732

เฟสบุ๊ค
https://www.facebook.com/changfidotcom

Website
https://www.changfi.com

[email protected]
@changfi

ช่างไฟฟ้า ผู้รับเหมาไฟฟ้า







8


ภาวะปัจจุบัน ผิวหน้าของเรานั้นถูกทำร้ายได้ง่ายมาก เนื่องจากเราต้องเผชิญทั้งมลภาวะ แสงแดด  และความเครียด อีกทั้งการดำรงชีวิตในปัจจุบันเป็นสังคมที่เร่งรีบและแข่งขันสูงจึงทำให้สาว ๆ ขาดการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นการทำร้ายผิวอย่างร้ายแรง ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำแลดูไม่สดใส เท่าที่ควร ผิวหน้าที่เคยเรียบเนียนก็จะดูแห้งดูหยาบกร้าน ยิ่งไปกว่านั้นก็คือริ้วรอยที่มาเยือนหนักขึ้นเรื่อยๆ ทางออกของปัญหาดังกล่าวคือการหาสกินแคร์คุณภาพดีมาเป็นตัวช่วยในการดูแลความงามของเรา

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงแล้วเรื่องความสวยความงามก็คงไม่มีใครอยากโดนแซงหน้าอย่างแน่นอน เราเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เพื่อความสวยความงามแล้ว เรายอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความสวยงามอยู่กับเราตราบนานเท่านาน หลาย ๆ คนหมดเงินไปกับการเข้าคอร์สจากสถานบริการด้านความงามมากมาย โดยคิดว่าเทคโนโลยี ความทันสมัยของเครื่องมือต่าง ๆ จะช่วยได้ บอกเลยค่ะว่าเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว มันช่วยได้แค่ช่วงระยะเวลาที่เราเข้าใช้บริการ แต่พอเราหยุด ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง จนในที่สุดเราก็พบว่าวิธีแบบเบสิคนี่แหละเหมาะกับตัวเรามากที่สุด ฟื้นบำรุงผิวหน้าด้วยสกินแคร์เป็นประจำจะดีกว่า แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่รวดเร็วเท่ากับการไปเข้าสถานเสริมความงาม แต่ก็เป็นผลลัพธ์ที่อยู่กับเราได้นานจนรู้สึกว่าอยากปรนนิบัติผิวต่อไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากการเสียเงินค่าคอร์สแพง ๆ มากเป็นการหาซื้อสกินแคร์เทพ ๆ มาดูแลตัวเอง คุ้มค่ากว่ากันมาก ๆ เลย และสกินแคร์ตัวล่าสุดที่เราเพิ่งซื้อมาก็คืออายครีมของ Lancome Absolue Yeux Precious Cells นั่นเอง ได้ยินคำร่ำลือมานานแล้วว่า สำหรับครีมทารอบดวงตา ของ Lancome ตัวนี้ว่าดีงามพระรามเก้ามาก ๆ ในที่สุดก็ได้มาอยู่ในครอบครองจนได้

เรานั้นเป็นคนที่มีสีใต้ตาที่คล้ำมาก ๆ เป็นมาตั้งแต่สมัยสาว ๆ จนตอนนี้อายุของเราก็แตะเลข 3 แล้ว ก็ยังรับไม่ได้กับขอบตาดำ ๆ ของตัวเองสักที จนวันนี้ได้รู้จักกับ Lancome Absolue Yeux Precious Cells บอกได้คำเดียวเลยว่านางมากอบกู้ความงามให้เราอย่างมากเลย ช่วยทำให้รอยคล้ำจางลง หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ไปแล้วสัก 2-3 อาทิตย์ เป็นอายครีมที่ซึมซาบอย่างรวดเร็วไม่รู้สึกถึงความเหนอะหนะ สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว แม้แต่คนที่มีผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ ครีมทารอบดวงตาตัวนี้ได้เช่นกันนะคะ

เพื่อน ๆ คนใดที่อยากลองใช้ อายครีม ตัวนี้หรืออยากดูข้อมูลของสินค้าจาก Lancome เพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ลิงก์ที่เราแปะไว้ด้านล่างเลยนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/skincare/by-product-category/eye-care.html
https://www.lancome.co.th

9


สกินแคร์นั้นมีมากมายหลากหลาย แต่จะเลือกใช้อย่างไร?
เชื่อว่าหลายท่านก็คงจะสับสนอยู่ไม่ใช่น้อย ในวันนี้ขอใช้พื้นที่ตรงนี้อธิบายแบบสั้น ๆ ตามที่เราเข้าใจ และที่เราแบ่งใช้อยู่นะคะ  สกินแคร์ที่เราใช้ประจำวันนั้นมีอยู่ 3 แบบ นั่นก็คือ ครีมกันแดด(Sunscreen Cream) ครีมกลางวัน(Day Cream) ครีมกลางคืน(Night Cream) ซึ่งในครีมกลางวัน(Day Cream)ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นส่วนมากมักจะมีส่วนผสมของครีมกันแดด(Sunscreen Cream)อยู่ด้วยและมีเนื้อสัมผัสที่บางเบากว่าครีมกลางคืน(Night Cream) ในขณะที่ครีมกลางคืน(Night Cream)นั้นมักจะมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น และมีสารบำรุงที่เข้มข้นกว่าครีมกลางวัน(Day Cream)

หลังจากได้รู้จักกับสกินแคร์ทั้ง 3 แบบกันแล้ว มาถึงตรงนี้เรามาทำความรู้จักกับ ครีมกลางคืน(Night Cream)แบบละเอียดขึ้นมาอีกนิด ใน 1 วันนั้นเราต้องพบเจอกับมลภาวะที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่าง ๆ มากมาย และยังพ่วงด้วยความเครียดจากการทำงาน เพราะฉะนั้นก่อนเข้านอนเราก็ควรที่จะดูแลและฟื้นฟูผิวหน้าของเราอย่างสม่ำเสมอ เพราะในช่วงเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อนอยู่นั้นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเรานั้นผ่อนคลายร่างกายของเรานั้นจะดูดซึมได้ดีที่สุด

ครีมกลางคืน(Night Cream) มีประโยชน์กับเราอย่างไร
บอกเลยว่า ครีมกลางคืน(Night Cream) มีประโยชน์กับผิวหน้าเราอย่างมากเนื่องด้วยในครีมกลางคืน(Night Cream)นั้นมีส่วนผสมเข้มข้นของคอลลาเจน วิตามิน และกรดอะมิโนและสารต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ฟื้นฟู ปกป้องผิวของเรา ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น

ครีมกลางคืน(Night Cream) แบรนด์ไหนใช้ดี?
ตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่า HYDRA ZEN NUIT ANTI-STRESS MOISTURISING NIGHT CREAM จาก Lancome ใช้ดีจริง ๆ กล้ายืนยันขนาดนี้ก็เพราะว่าเราใช้ครีมกลางคืน(Night Cream) ตัวนี้มามากกว่า 10 กระปุกแล้ว บอกเลยว่า ผิวหน้าใครที่ต้องการความชุ่มชื้น ครีมตัวนี้เอาอยู่แน่ ๆ ผิวหน้าแห้ง ๆ ของคุณสามารถหายไปได้ในพริบตา มีอยู่ช่วงนึง เราแอบปันใจไปใช้ครีมกลางคืน(Night Cream)ตัวอื่น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกลับมาหาครีมกลางคืน(Night Cream)ตัวนี้อยู่ดี วิธีการใช้ก็ง่ายมาก เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด เช็คหน้าให้แห้ง สำหรับสาว ๆ ที่ใช้เซรั่มก็ให้ลงเซรั่มก่อนที่จะลงครีมกลางคืน(Night Cream)นะคะ เวลาใช้ไม่ต้องแตะเยอะนะคะ เอาแค่บาง ๆ ก็พอ และอย่าลืมทาลงมาถึงช่วงลำคอกันด้วยนะ ทำแบบนี้ให้เป็นกิจวัตรก่อนเข้านอน รับรองว่าตื่นเช้ามาก็รับรู้ได้ถึงความนุ่มชุ่มชื่น สีผิวสม่ำเสมอ สดใสดูอ่อนกว่าวัย

สำหรับใคร ที่อยากได้ครีมกลางคืน(Night Cream) จาก Lancome ไว้ใช้ แต่ไม่มีเวลาว่างไปหาซื้อตามห้างสรรพสินค้า ก็สามารถกดเข้าไปสั่งสินค้าต่าง ๆ จาก Lancome ที่ลิงก์ด้านล่างที่เราทำไว้ให้ได้เลยนะคะ
แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website :
https://www.lancome.co.th/th/hydra-zen-nuit-anti-stress-moisturising-night-cream-lc-l2570100.html
https://www.lancome.co.th

10


สวัสดีเพื่อน ๆ ทุก ๆ คนที่แวะเวียนเข้ามาอ่านรีวิวของเราอยู่เสมอ ๆ ในคราวนี้เราได้หยิบเอาผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ๆ มานำเสนอกันอีกแล้ว เป็นผลิตภัณฑ์  Skincare ยอดนิยมจาก Lancome ซึ่งก็คือ Lancome Advanced Genifique ซึ่งเป็น เซรั่มที่ดีที่สุดนั่นเอง เชื่อว่าเพื่อนๆ น่าจะเคยเห็นหรือรู้จัก เซรั่มบำรุงผิวหน้าตัวนี้กันมาบ้างแล้วเพราะทาง Lancome นั้นวางขายมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองใช้ ซึ่งตอนที่เขียนรีวิวนี้อยู่เราได้ใช้  Lancome Advanced Genifique มาแล้วราว ๆ 3 อาทิตย์ ก็เลยรีบมารีวิวให้ทุก ๆ ท่านได้ติดตามกัน

มีเพื่อนหลายคนบอกกับเราว่า อายุยังไม่ถึง 30 เลย ทำไมต้องบำรุงผิวหน้าเยอะแยะอย่างนี้ บอกเลยว่าเรื่องการบำรุงผิวหน้าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ บางคนอายุไม่มากก็จริงแต่ขาดการบำรุง ขาดการเอาใจใส่ดูแล นอนดึก นอนไม่เป็นเวลา หรือดื่มน้ำน้อย เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าเราพังได้ ถึงแม้เราจะอายุยังไม่มากก็ตาม การกู้หน้าโทรม ๆ ให้กลับมาสดใสนั้นยากเสียกว่าการบำรุงอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ผิวหน้า เราจึงเลือกที่จะดูแลผิวหน้าของเราตั้งแต่อายุยังไม่มาก หน้ายังไม่พังดีกว่า

Lancome Advanced Genifique คือเซรั่มที่ดีที่สุดที่จะมาช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวหน้าของเรา ตัวนี้เป็นเซรั่มบำรุงผิวที่ใช้ได้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเลย ข้อดีของเซรั่มบำรุงผิวหน้าตัวนี้ตามที่ทาง Lancome เคลมไว้ก็คือเป็นเซรั่มบำรุงผิวหน้าที่ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าทรงประสิทธิภาพที่สุดในการฟื้นบำรุงความอ่อนเยาว์กระจ่างใสของผิว ช่วยปรับสภาพให้ผิวพร้อมรับการฟื้นบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นบำรุงสัญญาณของความอ่อนเยาว์ของผิวที่มองเห็นและรู้สึกได้ทั้ง 10 ประการ สามารถรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงใน 7 วัน ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้วเรารู้สึกได้ตั้งแต่วันที่ 3 ที่ใช้เซรั่มบำรุงผิวหน้าตัวนี้เลยนะ รอยดำ รอยแดงต่าง ๆ ที่เคยมีแลดูเลือนหายไป ผิวหน้ารู้สึกได้ถึงความชุ่มชื่น เมื่อสัมผัสผิวหน้ารู้สึกได้เลยว่าผิวหน้ามีความนุ่มเนียนเยอะขึ้น ช่วยให้การเมคอัพง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย สำหรับเพื่อน ๆ สายบิวตี้คนใดที่ยังลังเลหรือยังไม่มั่นใจว่าจะใช้เซรั่มบำรุงผิวหน้าตัวไหนดี เราขอแนะนำ Lancome Advanced Genifique เซรั่มที่ดีที่สุด  ถ้าต้องการให้ผิวเนียน ดูเปล่งปลั่งมากขึ้น หรือต้องการแก้ปัญหาผิวหน้าโทรม ๆ ให้กลับมาสดใสดูมีชีวิตชีวา และยังสามารถใช้ได้กับผิวหน้าทุกประเภท เซรั่มที่ดีที่สุด ตัวนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับสาว ๆ สายบิวตี้ทุก ๆ ท่านจริง ๆ

เพื่อน ๆ คนไหนไม่มีเวลาไปซื้อก็สามารถกดเข้าไปเลือกซื้อได้ที่เว็บที่เราแปะไว้ด้านล่างได้เลยนะคะ
เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
Website :
https://www.lancome.co.th/th/skincare/by-product-category/serum.html
https://www.lancome.co.th

11


ถ้าถามว่ารองพื้นแบรนด์ไหน หรือรองพื้นรุ่นไหนดีที่สุด แต่ก่อนนั้นอาจจะตอบได้ยาก ก็เพราะว่ารองพื้นแต่ละตัวที่เราใช้มานั้น ก็มีทั้งข้อดีและมีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่หลังจากที่เราได้รู้จักกับ TEINT IDOLE ULTRA WEAR FOUNDATION ของ lancome ทำให้เราทราบเลยว่ารองพื้นที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร ไม่ได้อวยนะแต่ของเค้าดีจริง ๆ

เราเป็นคนที่มีผิวที่มันและแพ้ง่ายมาก ๆ ในการที่จะเปิดใจทดลองใช้รองพื้นตัวใหม่ ๆ บอกเลยว่าเป็นการเสี่ยงมาก ๆ ก็เพราะว่าเกือบจะทุกครั้งที่ลองใช้รองพื้นตัวใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยใช้ ก็จะเกิดอาการแพ้ หน้าแดงบ้าง เป็นผื่นเป็นผดบ้าง แต่หลังจากที่เราได้ทำการศึกษาหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ TEINT IDOLE ULTRA WEAR FOUNDATION ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการปกปิดที่ดูเนียนสนิทและติดทนนาน และดูเป็นธรรมชาติราวกับไม่ได้ใช้รองพื้น แถมยังผสมสารกันแดดที่มีค่าการปกป้องผิวจากแสงแดดในระดับ SPF 38/PA+++ และยังเป็นสูตรที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับผิวของสาว ๆ ชาวเอเชียโดยเฉพาะ ทำให้เกิดอยากทดลองขึ้นมาทันที เพราะว่าเดือนหน้าเราต้องออกไปทำงานภาคสนามเป็นเวลา 2 เดือน ดังนั้น SPF 38/PA+++ น่าจะเอาอยู่กับ

มาเริ่มต้นกันด้วยเรื่องของเนื้อสัมผัสกันก่อนเลยค่ะ ต้องบอกเลยว่า TEINT IDOLE ULTRA WEAR FOUNDATION เป็นรองพื้นที่เกลี่ยง่ายมาก ๆ เลย ทาแล้วแมทไปกับผิว แต่ก็ไม่แมทจนมากเกินไป ยังคงแลดูเป็นธรรมชาติ เนื้อบางเบามาก ๆ ลงแล้วไม่รู้สึกหนักหน้า สามารถปกปิดรอยได้ในระดับที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ แต่ถ้ามีรอยชัด ๆ เราอยากแนะนำให้ลงคอนซีลเลอร์ก่อนซึ่งจะช่วยให้ปกปิดรอยที่ชัด ๆ ได้ดี ส่วนรูขุมขนนั้นรู้สึกได้เลยว่าเนียนเรียบดีมาก ๆ เลย ชอบมากรู้สึกว่าผิวดูสวยใสเนียนละเอียดไปเลย พอลงแป้งแล้วยิ่งดูดี ดูผิวใสกระจ่างมาก ติดทนทานมาก ๆ ผิวหน้าที่มีความมันมาก ๆ อย่างเราก็เอาอยู่ หน้าไม่มีดรอป ในระหว่างวันนั้นเราก็แค่ซับหน้า แค่นี้ก็โอเคแล้วค่ะ ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่เรากังวลมากเลย แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีคือใช้มาทั้งสัปดาห์หน้าเราไม่มีอาการแพ้หรืออาการใด ๆ เกิดขึ้นเลย บอกเลยว่าดีใจมาก ๆ

สรุปผลลัพธ์กันหน่อยละกัน สำหรับรองพื้น TEINT IDOLE ULTRA WEAR FOUNDATION เราให้คะแนนเต็ม 10 กันไปเลย คุณภาพและความประทับใจที่ได้หลังจากการใช้รองพื้นที่ดีที่สุดของ lancome พูดได้เลยว่าสมราคามากเลยค่ะ ช่วยอำพรางรูขุมขน ช่วยรีทัชหน้าให้เรา แถมติดทนอีกด้วย TEINT IDOLE ULTRA WEAR FOUNDATION คือรองพื้นที่เราไว้ใจและพึ่งพาได้เสมอ เมื่อต้องการมีผิวที่เนียน สวย ไม่มีจุดบกพร่อง ปังได้ตลอดวัน แต่ยังให้ความรู้สึกบางเบาและสบายผิวหน้า หากเพื่อน ๆ อยากได้ฟีลนี้ก็แนะนำให้ไปหาซื้อมาใช้กันนะคะ เพียงแค่เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางลังโคมทุกสาขา หรือต้องการสั่งออนไลน์ ก็สามารถกดเข้าไปสั่งซื้อได้ตามลิงก์ด้านล่างได้เลยนะคะ

เว็บไซต์ :
https://www.lancome.co.th/th/make-up/face/foundation.html
https://www.lancome.co.th

12
ถ้าหากว่าวันหนึ่งต้องมีงาน จัดงานแต่งงาน งานบวช งานทำบุญบ้าน งานเลี้ยงบริษัท หรืองานฉลองมงคล ต่างๆ  ท่านคิด ว่าคุณจะถูกไหม  หากไม่ได้รับการแนะนำที่ถูกต้อง www.howthai.com เป็นเว็บไซต์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดงานต่างๆ  ตามขนบธรรมเนียมประเพณีถูกต้องของไทย แนะนำขั้นตอนและพิธีการต่างๆ. รวมถึงบอกเทคนิคและเคล็ดลับ การจัดงานให้อยู่ในงบประมาณที่คุณต้องการได้ เรียนเชิญเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยมีข้อมูลแน่นปึก...






13
ช้อปสินค้าของใช้-ของตกแต่งบ้านมีดีไซน์ อัพเดทเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่โซน BIG+BIH ในงาน STYLE Bangkok เดือนเมษายน



STYLE Bangkok เดือนเมษายน รวบรวม 3 ความยิ่งใหญ่ของงานแสดงสินค้านานาชาติ 3 งานไว้ด้วยกัน ได้แก่ งาน BIFF&BIL (งานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง) TIFF (งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์) และงาน BIG+BIH หรืองานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของตกแต่งบ้าน

โซน BIG+BIH ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานยิ่งใหญ่ของงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เดือนเมษายน ซึ่งจะจัดภายใต้คอนเซ็ปท์ Crenovative Origin จัดเต็มสินค้าไลฟ์สไตล์สุดสร้างสรรค์ ที่ผสมผสานนวัตกรรมและอัตลักษณ์แห่งไทย ปูพรมจัดเต็มพื้นที่ไบเทค บางนา

คุณวิริยะ พึ่งสุนทร ประธานผู้บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ เนเจอร์ทัช “เนเจอร์ทัช เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสุคนธบำบัด มีผลิตภัณฑ์น้ำหอมและน้ำมันหอมระเหย รวมถึงสกินแคร์คุณภาพสูง ที่ผลิตจากสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติ ปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งคุณภาพและความปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้ในโรงแรม โรงพยาบาล สปา สถานทูต และสายการบินชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันเราส่งออกไปยัง 20 กว่าประเทศทั่วโลก”

สินค้าของเนเจอร์ทัชประกอบไปด้วยกลุ่มสกินแคร์ เช่น แชมพูและครีมนวด สบู่และครีมอาบน้ำ ครีมบำรุงผิว ครีมทามือ แป้ง ฯลฯ กลุ่มเครื่องหอม เช่น น้ำหอม น้ำมันหอมระเหย น้ำมันนวดบำรุงผิว น้ำหอมและสเปรย์ปรับอากาศสำหรับห้อง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสินค้าในห้องพัก (Amenities) อื่นๆพร้อมบริการผลิตสินค้าในรูปแบบชุดของขวัญ และของชำร่วย

“นอกจากนี้สินค้าที่เป็นความภูมิใจล่าสุดของเนเจอร์ทัชคือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม GREEN POTION สกินแคร์จากสารสกัดพืชพรรณธรรมชาติ 100% ผสานส่วนผสมออร์แกนิก ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส ผลิตโดยใช้เครื่องจักรน้อยที่สุด และไม่ใช้ส่วนผสมสารเคมี สารกันเสีย และน้ำหอม ซึ่ง GREEN POTION ผ่านการรับรองมาตรฐานยุโรปจากไบโออะกริเสิร์ช เอสอาร์แอล และได้รับอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ NATRUE บนผลิตภัณฑ์ เพื่อแสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย”

เนเจอร์ทัชกำลังปรับเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบรีไซเคิล และการรียูสบรรจุภัณฑ์ โดยหวังจะช่วยให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับมนุษย์และธรรมชาติอย่างแท้จริง ในราคาสมเหตุสมผล ขณะเดียวกันก็มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์และผลิตสินค้าคุณภาพดีสู่นานาประเทศ เพื่อให้แบรนด์ไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากลด้วย

คุณธัญลักษณ์ วัชรสถาพรพงศ์ ดีไซน์เนอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ PYRA (พีร่า) “กระเป๋าดีไซน์โดดเด่นแบบแปลงร่างปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ 2 แบบ ใช้ได้ถึง 4 สไตล์ และกระเป๋าสามเหลี่ยม 3 มิติ ลดความซ้ำซากจำเจจากการมีกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมมากมายในท้องตลาด อีกทั่งตัดเย็บอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน วัสดุที่ใช้เป็นหนังแท้ Full grain ผสมกับเทคนิคเฉพาะของแบรนด์ ทำให้กระเป๋ามีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทานสูง”

คุณธันยพงศ์  ภัทรโชคช่วย ดีไซเนอร์และผู้จัดการแบรนด์ A Lua Home เล่าว่า “Spire Vase หนึ่งในสินค้าของแบรนด์ เป็นแจกันรูปทรงปากสูงชะลูด เรียวรับกับก้านไม้ ช่วยส่งเสริมจุดรวมสายตาขึ้นไปยังดอกไม้ ลวดลายเป็นงานเขียนมือของช่างศิลป์ที่บรรจงถ่ายทอดลงบนชิ้นงานอย่างประณีต การผลิตชิ้นงานโดยนำเครื่องลายครามมาปรับเปลี่ยน ผสมผสานกับวัสดุอื่น เพื่อเพิ่มมิติและความหลายหลายให้กับชิ้นงาน ให้ออกมาเป็นงานที่ใช้สอยประโยชน์ได้สูงสุด”

คุณอรษา ปัญญาธนพร ผู้จัดการแบรนด์ Garden Wednesday “ความโดดเด่นของสินค้าคือ
การผสมผสานศิลปะ และการออกแบบ เพื่อสร้างความสุขแก่ผู้บริโภค จากแรงบันดาลใจการมองเห็นความสวยงามต่อสิ่งรอบตัวและส่งต่อคุณค่าทางจิตใจแก่ลูกค้า ซึ่งจากการร่วมงาน STYLE Bangkok มาตั้งแต่ปี 2559 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีและสินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะต่างประเทศ”

งาน STYLE Bangkok เดือนเมษายน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน ณ ไบเทค บางนา โดยเปิดเป็นวันเจรจาธุรกิจ 17-19 เมษายน เวลา 10.00-18.00 น. และเปิดสำหรับประชาชนทั่วไป วันเสาร์ที่ 20 และวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน เวลา 10.00-21.00น.ชมข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่  www.stylebangkokfair.com














14


“เตรียมปืนให้พร้อม สงกรานต์นี้ blued จัดเต็ม เตรียม เป้า(หมาย)นายแบบหนุ่มฮอตน่าเดท เพื่อให้ผู้โหลดลุ้นออกเดทไปกับพวกเขา เรามาส่องกันว่าจะงานดีขนาดไหน “

แอพพลิเคชัน Blued แจกไอโฟนXR ฟรี ร่วมโหลดหนุ่มน่าเดท สงกรานต์2019 นี้กับ My BlueDate 2019 ผู้ร่วมโหวตไม่ว่าจะเป็นชายเทียมหรือหญิงแท้ ก็มีโอกาสได้ออกเดทกับผู้ชนะของเรา1 คืน ในภายใต้ #bluedสงกรานต์นี้ไม่มีนก #bluedBR>


แอปพลิเคชัน Blued ตามหาหนุ่มสุดฮอตสงกรานต์ที่ชาวเราอยากออกเดทด้วยมากที่สุด เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาทนอกจากนั้นผู้ชนะจะได้เป็น Brand Ambassador ของ Blued ร่วมแสดงซีรี่ย์กับทางบริษัท JINLOE MEDIA WORK และได้รับตำแหน่ง Man Of The Year Thailand 2019 เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดบนเวทีนานาชาติ “Man Of The Year 2019”

Blued แอปพลิเคชันสังคมออนไลน์เพื่อชาวเกย์ ที่พัฒนาโดยบริษัท Blued  มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สังคมเปิดรับความหลากหลายทางเพศและเพื่อกระจายความรู้เกี่ยวกับโรค HIV ทั้งนี้ Blued ได้จัดกิจกรรม คู่เดท ใน #bluedสงกรานต์ไม่นก เพื่อเตรียมฉลองต้อนรับ กฏหมายคู่ชีวิต ของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้โดยเปิดโอกาสให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ชายแต่งกับชายและหญิงแต่งงานกับหญิง ไม่ได้จำกัดเฉพาะชายกับหญิง เท่านั้น ซึ่งกฎหมายคู่ชีวิตจะมีสิทธิและหน้าที่ช่วยเหลือ อุปการะ เลี้ยงดูกัน รวมทั้งให้มีสิทธิในฐานะคู่ชีวิต เป็นต้นว่า สิทธิในการยินยอมรักษาพยาบาล,อำนาจจัดการศพ,การดำเนินคดีอาญาแทนคู่ชีวิต,การเรียกร้องสินไหมทดแทนจากการขาดไร้อุปการะ,การจัดการทรัพย์สิน,การรับมรดก แต่ไม่รวมถึงการรับบุตรบุญธรรม ,การเปลี่ยนคำนำหน้านาม,การเปลี่ยนชื่อสกุล รวมทั้งสวัสดิการของรัฐ ซึ่งจะต่างกับการจดทะเทียนของชายหญิงทั่วไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับกฎหมายหลายฉบับ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวก็เป็นการเปลี่ยนแปลงก้าวแรกของการเรียกร้องสิทธิ์ชาวLGBT ที่น่าเฉลิมฉลองยิ่งนัก โดยกิจกรรม My BluedDate 2019 จะมีหนุ่มๆสุดฮอตที่ชาวเราโปรดปรานมาประกวด เพื่อหาสุดยอดหนุ่มน่าเดท โดยผู้ชนะที่ได้จากการประกวด จะสุ่มเลือกผู้ร่วมโหวตจาก แอปพลิเคชันหาเพื่อนใหม่ของ Blued เพื่อมาออกเดทด้วยกัน 1 วัน ทั้งนี้ทางทีมจัดกิจกรรมได้ย้ำไว้ว่ากิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างมิตรภาพใหม่ๆไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องทางเพศแต่เป็นอย่างใด

แอปพลิเคชัน Blued เริ่มเปิดให้บริการที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2559 หลังจากเปิดให้บริการได้ 4 เดือน มียอดผู้เข้าใช้เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า นอกจากแอปพลิเคชัน Blued แล้วทางบริษัทยังให้ความสนใจกับซีรี่ย์เกย์ ทั้งนี้ทาง Blued ได้จับมือกับบริษัท JINLOE MEDIA WORK ร่วมกับจัดสร้างซีรี่ย์เกย์เผยแพร่ทางออนไลน์ผ่านช่องทาง YouTube อีกด้วย

เช่นเดียวกับกิจกรรม My BlueDate ครั้งนี้ ทาง App Blued จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นมิตรภาพที่ดี แลกเปลี่ยนทัศนคติ มุมมอง ซึ่งความสัมพันธ์ไม่จำเป็นจะต้องจบลงที่ความสัมพันธ์คู่รักเสมอไป แม้ตัวอย่างโฆษณาจะออกมาล่อแหล่มไปนิด  แถมยังสื่อสารออกมาในสองแง่สองง่าม ทั้งนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายที่ Blued ต้องการสื่อสารถึง แต่นัยยะของตัวเนื้อเรื่องโฆษณา ก็ยังแฝงไว้ด้วยแนวคิดเรื่องความรัก เนื้อแท้ที่อยู่ภายใต้เปลือก โดยที่ทางทีมสร้างเชื่อว่าเราทุกคนล้วนต้องเกิดมาอยู่เป็นคู่ และมีอีกหลายคนที่เฝ้าคอยความรักจาก กามเทพ ที่จะมามอบความรักดีๆให้กับพวกเขา ในโฆษณาทีมสร้างต้องการสื่อให้เห็นว่าทางแอปพลิเคชัน Blued จัดกิจกรรมขึ้นให้คุณได้เป็นกามเทพของตนเอง โดยใช้ปืนที่คุณ ๆมียิงใส่คนที่คุณอยากจะเดทด้วยดังในตัวโฆษณาและเสื้อที่ขาดเปรียบกับเนื้อแท้ภายใต้เปลือกนอกนั้นเอง



My BlueDate 2019 กิจกรรมค้นหาหนุ่มหล่อขวัญใจชาวเราที่น่าเดทที่สุดในเทศกาลสงกรานต์ 2019 โดยผู้ร่วมสนุกจะต้องทำกิจกรรมกับทาง Blued เพื่อหาผู้ชนะชิงเงินราลวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาทและรางวัลอีกมากมาย ยิ่งไปกว่านี้ผู้ร่วมโหวตยังมีสิทธิ์ลุ้นออกเดทกับผู้ชนะการประกวด My BlueDate 2019 จำนวน 1 วัน โดยเริ่มเปิดรับสมัครในวันที่ 1-20 มีนาคม 2562 และเริ่มทำกิจกรรมวันที่ 21 มีนาคมเป็นต้นไป ผู้เข้าประกวดจะต้องร่วมทำกิจกรรมเพื่อคัดผู้ผ่านเข้ารอบจนเหลือผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายและมาตัดสินผู้ชนะกันบนเวทีที่ถนนสีลม ในวันที่ 15 เมษายน 2562 โดยจะให้ผู้ร่วมงานเตรียมปืนมายิงผู้เข้าประกวดที่ใส่ชุดตัดมาจากกระดาษว่าว ผู้เข้าประกวดคนไหนถูกยิงจนเสื้อขาดก่อนจะเป็นผู้ชนะ จากนั้นผู้ชนะการประกวดจะสุ่ม 1 ผู้ร่วมโหวตเพื่อไปเดทกับหนุ่ม My BlueDate 2019 เป็นเวลา 1 วัน สนใจร่วมสนุกหรือติดตามข่าวกิจกรรมได้ที่ เฟสบุ๊ค : Blued
สามารถรับชม Teaser My Blue Date 2019 ได้แล้วที่
https://www.youtube.com/watch?v=-Ddt1_OXGpw
และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Blued ได้ที่ https://bit.ly/2CgAHni
Facebook : https://www.facebook.com/bluedthailand


15


สำหรับคนที่ชอบน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจอย่างเราเมื่อไหร่ที่เดินผ่านเคาน์เตอร์น้ำหอม เป็นต้องแวะเวียนเข้าไปดู และสูดกลิ่มหอม ๆ ของน้ำหอมกลิ่นใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ และก็เป็นปกติที่จะต้องมีน้ำหอมติดไม้ติดมือกลับมาบ้านด้วยแทบจะทุกครั้ง และก็เป็นปกติอีกเช่นกันที่จะโดนแฟนดุเสมอว่าซื้อจนไม่มีที่จะเก็บจะวางแล้ว(.....แฮร่.....) จะให้ทำงัย ก็คนมันชอบนี่น่า และก็เชื่อว่าสาว ๆ แทบจะ100% เลยก็ว่าได้ คงจะโปรดปรานน้ำหอมเช่นกัน

เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้มีเวลาว่างมากถึงมากที่สุด ก็เลยอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคมออนไลน์บ้าง ด้วยการแต่งตั้งตัวเองให้เป็นกูรูด้านน้ำหอมเพื่อที่จะมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่ชอบในกลิ่นของน้ำหอมเช่นกัน แต่ยังไม่ทราบว่าน้ำหอมแบ่งได้กี่ชนิด และควรใช้น้ำหอมอย่างไร
น้ำหอมที่วางจำหน่ายกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไปนั้นจะแบ่งตามความเข้มข้นของหัวน้ำหอมเป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกมาได้ 3 ระดับ คือ
EAU DE PARFUM (โอเดอเพอร์ฟูม) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 15-18 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดทนนานราว 10-12 ชั่วโมง
EAU DE TOILETTE (โอเดอทอยเล็ตต์) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 4-8 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดอยู่ได้นานราว 6-8 ชั่วโมง
EAU DE COlONGE (โอเดอโคโลญจน์) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 3-5 % ซึ่งจะมีกลิ่นติดอยู่ได้นานประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ส่วนตัวแล้วเราชอบ EAU DE PARFUM มากที่สุด เนื่องจากว่าติดทนนานที่สุด แม้ว่าราคาก็จะสูงกว่าน้ำหอมแบบอื่น ๆ อยู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่ถ้าเราใช้ให้เป็น ก็สามารถเซฟได้ ไม่ต้องถามนะว่าทำอย่างไร รบกวนอ่านต่อเลยจ้า
จากที่เคยได้ยินมา(จากไหนไม่รู้จำไม่ได้ ไม่ต้องถามกันเข้ามานะคะ) 8 จุดชีพจรที่ควรฉีดน้ำหอมได้แก่ ซอกคอ 2 ข้อมือ 2 ข้อพับแขน 2 และข้อพับขา 2 เพราะว่าจุดดังกล่าวมีความร้อน จะทำให้น้ำหอมส่งกลิ่นได้ดีทำให้ประหยัด และก็มีหลายคนเข้าใจว่าต้องฉีดให้ครบทั้ง 8 จุด ไม่ใช่นะคะ ฉีดแค่จุดใดจุดหนึ่งหรือ 2 จุดก็พอ หรือถ้าใครไม่ต้องประหยัด อยากฉีดให้ครบทั้ง 8 จุด ก็ไม่ว่ากันค่ะ
ทีนี้มาถึงเรื่องของการเก็บรักษาน้ำหอมกันบ้าง บางท่านซื้อ EAU DE PARFUM มาใช้ แต่เสียดายกลัวหมดเร็ว ไม่อยากใช้เยอะ บอกเลยว่าซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้หมดตามระยะเวลาด้วยนะคะ เนื่องจากว่าน้ำหอมแต่ละประเภทมีอายุการใช้งาน เก็บไว้นานเกิน กลิ่นเปลี่ยน สีเปลี่ยนนะจะบอกให้ อายุคร่าว ๆ ก็ตามนี้นะคะ
EAU DE PARFUM  เปิดใช้แล้วอยู่ได้ 1 ปี ถ้ายังไม่เปิดสามารถเก็บได้ราว ๆ 3-4 ปี
ส่วน EAU DE TOILETTE และ EAU DE COlONGE เปิดใช้แล้วอยู่ได้ 1-2 ปี ถ้ายังไม่เปิดสามารถเก็บได้นาน 2-3 ปี
หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้ความรู้ในการเลือกซื้อและใช้น้ำหอมกันไปพอสมควรเลย ทิ้งท้ายไว้สักนิดว่าหากใครกำลังมองหา EAU DE PARFUM กลิ่นหอม ๆ ติดทนนานสุด ๆ ลองแวะเข้าไปที่เว็บไซต์ด้านล่างที่เราแปะลิงก์ไว้ได้เลยนะคะ
https://www.lancome.co.th/th/fragrance/women-s-perfumes/miracle.html
https://www.lancome.co.th

หน้า: [1] 2 3